Bonnie Bonny

"In My Heart"

Monday, September 18, 2006

"ยอมไม่ได้แล้ว"

อัพเดทสดๆร้อนๆ...

ยายปาล์มเพื่อนเลิฟแชทเข้ามาบอกว่า "แกชั้นคุยกะฝ้ายกะเรดแล้วนะ"
....."แกว่าไง"

ไอ้เป็ดบ้า นี่แกคิดว่าชั้นเป็นเด็กน้อยอยู่รึไง
ตรูไม่ใช่เด็กๆแล้วนะโว้ย ที่โกรธใครไม่ชอบใครแล้วบังคับให้แกไม่ชอบไปด้วย
ฮ่าๆๆๆ แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ามันรักมากมาย

นึกถึงเรื่องนี้แล้ว....ห้าปีกว่าแล้วที่เราไม่ได้คุยกะสองคนนั้น
ความจริงน่ะ เราไม่ได้โกรธอะไรมากมายหรอกนะ
แต่ว่าทิฐิมันสูง...เรื่องไรเราจะยอมพูดก่อนฟระ
นั่นแหละ เรื่องมันเลยบานปลายใหญ่โต

ตอนนี้เราก็โตๆกันแล้ว
ถ้ากลับไป มีโอกาสได้เจอ เราก็คงคุยด้วยแหละ
มันคงน่าอาย ในสายตาเพื่อนคนอื่นๆเวลารวมรุ่น
ที่โตจนป่านนี่แล้ว ยังงอนไม่พูดกันเหมือนเด็กๆอีก

ต่อด้วยอีกเรื่องนึง
"ไอ้หง".....เป็ดถามว่า
"แกโกดมันหรอ มันถามเรา"
...
...
มันรู้ตัวด้วยแหะว่าเราโกรธ
"มันถามแกหรอ"
"อืม มันบอกว่าแกโกดมัน เซ็งเลย"
...ฮ่าๆๆๆ
แสดงว่าอย่างน้อยมันก็แคร์เรา สังเกตุได้ว่าเราโกรธ ก็ยังดีเนอะ
"เราบอกมันว่าแกหายโกดแล้วได้ไหม"
"ได้"

หลังจากนั้นสักพัก
หงก็เข้ามาทัก พร้อมบอกว่า ที่ทำให้โกรธขอโทษนะ
เออ มันนี่เป็นคนดีทีเดียว

...
....
.....

อีกเรื่อง "ตอนนี้ฝ้ายมีแฟนแล้วนะ"
อ้าวววว ไหงงั้นฟระ
มีมาสองปีแล้วด้วย เป็นนายร้อยด้วย
โอ้ย ตรูจะบ้าตาย

กลับไปคราวนี้ใครมาจีบก็เอาเลยดีกว่า
หรือจะเอาคนใกล้ๆตัวแถวนี้คบไปก่อนดีเนี่ย
เอิ๊กๆๆๆๆ

Monday, September 11, 2006

ความรู้สึกแปลกๆ


....ความรู้สึกตอนนี้มันแปลกๆ

อารมณ์อยากกลับบ้านก็อยาก
แต่กลับไป ก็ไม่รู้จะเป็นไงบ้าง

อยู่ที่นี่เรามีสังคมที่นี่ มีเพื่อน มีพี่ แต่กลับไปที่โน้น เพื่อนก็เรียนจบไปกันหมด รุ่นน้องก็ไม่ค่อยสนิทสักเท่าไหร่...ตกลงเราอยากกลับแน่แล้วหรอ ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปจากเมื่อสามสี่เดือนก่อนหน้านี้แล้วสิ

ช่วงนั้นคิดว่า อยากกลับบ้าน คิดถึงบ้านคิดถึงเพื่อนที่โน้น ยิ่งเห็นเพื่อนเรียนจบกันแล้ว เรายิ่งรู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสอย่างนั้นบ้าง แต่ตอนนี้ เราสนุกกับชีวิตที่นี่
....ไม่มีเรียน นอกจากภาษาญี่ปุ่น อ่านหนังสือไม่เครียดเล้ย
....เครียดนิดหน่อยตอนทำสัมมนา แต่ก็สองเดือนครั้ง...สบายกว่าอ่านหนังสือสอบเป็นไหนๆ
....เที่ยวกระจาย ช้อปแหลกลาน เพราะเงินญี่ปุ่น ไม่ใช่เงินพ่อแม่เรา...อันนี้แอบเลว
....ตื่นสายได้สุดๆ จะไปไม่ไปก็ได้ แค่รับผิดชอบแลบให้ได้ผลเป็นพอ
....สารพัด แสนจะสุขสบาย งานบ้านก็ไม่ต้องทำ กับข้าวก็ทำเองบ้าง แต่ถนัดอ้อนชาวบ้านเค้ามากกว่า อะไรจะสุขไปกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตเราจะลอยไปลอยมาอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเวลาผ่านไปทุกนาที เราก็โตขึ้นทุกนาทีเหมือนกัน

อีกสองเดือนกว่าๆ แต่เรารู้มันแป๊ปเดียวเอง ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่นี่ที่ต้องทำ จะพยายามทำใหดีที่สุดนะ ก่อนที่จะต้องกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริง สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบยังรออยู่ที่เมืองไทย...อนาคตเราจะเป็นยังไงเราไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้เราต้องทำให้ดีสุด...แล้วจะมานั่งเสียเวลาพิมพ์บ้าอะไรอยู่เนี่ย งานการไม่ยอมไปทำ ห๊า....จะสัมมนาอีกสองวีคนี้แวนะ ไหนจะแพลนไปเที่ยวก่อนอีก ทำไม่เสร็จไม่ได้ไปนะโว้ยยยยยย

Sunday, September 03, 2006

Fuji'trip

จะมีสักกี่คนที่ได้มายืนเหนือเมฆอย่างเราบนยอดเขาฟูจิ

อาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม 2549

เวลา 04.30 โดยประมาณที่นู๋ปุ๋ยก้าวสู่ชั้นบนสุดของยอดเขาฟูจิ พร้อมๆกับอนาคตของชาติอีกนับสิบชีวิต...หลังจากที่รอนแรมเดินทางมานานกว่าสิบ ชม.หนาวแทบขาดใจตาย เพราะความขี้เกียจของตัวเองแท้ทำให้เกือบไม่ได้เอาหน้ากลับไปให้พ่อแม่เห็นแล้วนะ....

ทำไมนะหรอ ก็เพราะว่าเวลาขึ้นเขาเนี่ยเราต้องแบกของขึ้นไปเองชิม่ะ ไม่ได้มีลูกหาบเหมือน "ภึงกระดู ภูกระดึง"สักหน่อย เราก็เลยไม่เอาไปดีกว่า เสื้อหนาวเนี่ย เอาไปตัวเดียวพอ จะได้ไม่หนักไง แล้วเป็นไง...อยากสมน้ำหน้าตัวเองนัก มันหนาวมากๆๆๆๆ เพราะฟูจิซังเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น สูง3700เมตรจากระดับน้ำทะเล แล้วเป็นภูเขาไฟ ไม่มีต้นไม้สักกะต้นเดียว ดังนั้น นอกจากความหนาวเย็นเพราะอุณหภูมิแล้ว ยังมีลมที่พัดปะทะตัวเราตลอดเวลาอีกง่ะ ยิ่งไปกว่านั้นฝนเจ้ากรรมตกอีกแน่ะ มันเลยยิ่งหนาวๆๆๆๆๆ

เราเกือบคิดว่าจะตายแล้ว เพราะเดินตั้งแต่สองทุ่มฝนปรอยๆ พอห้าทุ่มกว่าฝนตกแรงอากาศเริ่มหนาวมาก เพราะอยู่ชั้นเจ็ดแล้วด้วย มาพีคสุดๆตอนช่วงเกือบตีสองที่เราถึงชั้นแปด อากาศหนาวมากแล้วฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก แปะแผ่นร้อนสี่แผ่นเลยนะ แต่เหมือนมันไม่ช่วยอะไรเราเลย เราตัวสั่นตลอด ปากพูดไปก็กระทบกึกๆ เราเลยเงียบแล้วมันก็ดึกเดินมานานเหนื่อย ยิ่งจะขึ้นชั้นเก้าคนที่มาจากทุกเส้นทาง(ทางที่เดินขึ้นมีหกทางน่ะ)จะมาบรรจบกันเหลือทางเดียวเพื่อขึ้นชั้นเก้า คนจึงเยอะมากนับหมื่นได้ เลยเกิดปรากฏการณ์คนติดครับท่าน เดินไม่ได้...ไปได้ก้าวสองก้าวก็ติด แล้วมันหนาว ฝนตก ลมแรง "เราจะตายไหมๆๆ" คำถามที่วนอยู่ในหัวตอนนั้น "เมื่อไหร่อาทิตย์จะขึ้น"เป็นคำถามที่ตามมา เพราะคิดว่าพอตะวันขึ้นแสงแดดคงช่วยให้อุ่นขึ้นได้

ตีสี่กว่าๆนั่นแหะที่อาทิตย์ขึ้น ซึ้งช้ากว่าวันอื่นๆเพราะว่าฝนตก ฟ้าเลยปิด...และตอนนั้นเราก็ขึ้นไปถึงยอดแล้ว...เย้ๆๆๆ ชั้นทำได้ๆ มาถึงแล้วยอดเขาฟูจิ ตื่นเต้นดีใจเหมือนทำภาระกิจอะไรสักอย่างเสร็จสิ้น หันหน้าไปมองท้องฟ้า...มองด้วยสายตาที่แตกต่างจากทุกครั้ง "เพราะเราไม่ได้แหงนหน้ามองฟ้าแต่วันนี้ เราก้มหน้ามองมันต่างหาก" เส้นแสงสีทองเริ่มขยายตัวมากขึ้นๆ และในที่สุดเอดวงอาทิตย์พ้นขอบฟ้า ความมืดสลัวก็หายไป...

โอ้วววว....ช่างน่าตกใจอะไรเช่นนี้เมื่อได้เห็นสภาพหน้าของตัวเอง...เอิ๊กๆๆๆ ไม่อยากจิบรรยายเล้ย หน้าซีด ปากแห้งสั่นตลอด จมูกงี้แดงสุดๆเพราะถูกความหนาวเล่นงาน ดูไม่ได้เลยเรา...หลบเข้าไปนั่งพักในร้านราเมง พร้อมสั่งโชยุราเมนมาชามนึง อร่อยที่สุดยอดเลยอ่า...ทั้งๆที่มีแค่เส้นกะซุปนะ อ่อๆต้นหอมโรยหน้าหน่อยนึง แต่ว่าความอุ่นมันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้เยอะเลยนะ อยู่บนนั้นได้สองชั่วโมงก็เดินลงครับท่าน

ขาลงใช้เวลาสี่ ชม.กว่าๆ แต่ทางลงเป็นทางลาดสไลด์ลงมาอย่างเดียวเลย ต้องคอยเอาเท้าเบรกตลอดนั่นส่งผลให้เรากลับมานอนปวดขาไปสามวันอ่ะ...

สรุปทริปนี้นอกจากจะได้ขึ้นไปยอดเขาแล้ว(ลบคำสบประมาทจากผู้ชายทสึกุบะได้ด้วย เอิ๊กๆๆๆ) เรายังไปรู้จักเพื่อนคนไทยจากทั่วทุกสารทิศอีกนะเนี่ย เป็นทริปที่เหนื่อยสุดๆแต่ก็คุ้มสุดๆจริงๆค่ะ ขอบคุณผู้จัดทุกคนนะคะ ถ้ามีโอกาสจะไปเที่ยวอีกนะ เห็นว่าจะมีสกีทริป แต่นู๋คงกลับแล้วอ่ะ เสียดายจังเลย (i_i)