Bonnie Bonny

"In My Heart"

Tuesday, May 30, 2006

PIZZA


     ช่วงนี้เราได้รับมอบหมายหน้าที่อันทรงเกียรติ(เราว่านะ) ทำไมอะหรอ...เราได้ทำพิซซ่าที่ร้านแล้วนะเฟ้ย(ร้าน Elbe) เกิดมาในชีวิตเคยแต่เล่นขายข้าวแกงตอนเด็กๆใครจะไปคิดว่าจะมีโอกาสได้เป็นแม่ค้าแม่ขายกะเค้าจริงๆ

     เรื่องของเรื่องคือทุกวันอังคารที่ร้านจะมีแต่เชฟแล้วก็เราสองคนทีอยู่ในครัว แล้ววันนั้นพอดีพอดี ลูกค้าเยอะมากๆๆๆประมาณว่าต่อให้เชฟมีมือเป็นทศกัณฑ์ยังต้องคิดหนักอ่ะ เราก็สงสารแกอ่ะนะ เห็นแกแล้วด้วยเหอะๆๆ เราก็เลยช่วยหยิบโน้นจับนี่ พอดีมีคนสั่งพิซซ่าเข้ามา เราเลยถือโอกาสแกล้งทำเปนหยิบอุปกรณ์ที่ใช้โรยหน้าออกมา เชฟเลยถามว่า "อยากทำหรอ"....อู๊ยยยยย เข้าทางข้าพเจ้าพอดีเลยเจ้าค่ะ และแล้วดิชั้นก็ได้ลองทำพิซซ่า ความจริงแล้วมันไม่มีความยากเลลยนะ ยกเวนตอนที่แผ่แป้งลงบนถาด คงเป็นเพราะยังมือใหม่หัดขับอยู่ไง แป้งแม่งเจือกเป็นรูซะงั้น เลยต้องรีบเอามาคลึงๆแล้วแผ่ใหม่ก่อนที่เชฟจะหันมาเห็นแล้วหมดความไว้วางใจซะก่อน แล้วก็ทำใหม่คราวนี้สำเร็จ ก็เอาซอสมะเขือเทศที่เค้าทำไว้แล้วมาทา....วางแฮม....เหดแชมปิยอง....หัวหอม....สุดท้ายคือโป๊ะชีสเข้าไปเยอะโครตๆๆๆ เข้าเตาอบห้านาที่เป็นอันเสร็จ พอออกมา หน้าตาสวยมากๆเหมือนคนทำมิผิดเพี้ยนเลยเจรงๆ หุๆๆๆ

     หลังจากนั้นเป็นต้นมาชั้นก็เลยได้หน้าที่ใหม่นอกจากล้างจาน ปอกมัน ทำขนมปังกะเทียมแล้วก็มีพิซซ่าเป็นอีกหน้าทีนึงของเรา ชอบๆๆๆสนุกโครตเลย เสียดายแต่เราไม่รู้สูตรทั้งหมด รู้แต่วิธีทำเท่านั้นเองง่ะ เสียดายเจรงๆ แต่ไม่ยากหรอกกลับบ้านไปจะลองทำให้ที่บ้านกิน...อิอิ มัอยู่วันนึงระหว่างที่เราทำพิซซ่า เชฟว่างไงเลยไปล้างหม้อให้แทน ผจก.เข้ามาเห็นยืนขำเว้ย แกคงคิดนี่ตูจ้างคนมาทำงานผิดตำแหน่งป่าวฟ่ะ...เฮฮะๆอย่าลืมขึ้นเงินเดือนให้ด้วยนะคะ

Saturday, May 27, 2006

Tokyo


     วันนี้ไปโตเกียวมาด้วย...อย่างที่บอกเอาไว้ว่าวันนี้จะไปช้อปปิ้งทั้งๆที่รู้ว่าฝนจะตก แล้วก็จริงเพราะแมร่งงงง ตกทั้งวันเลยแต่ไม่หนักเท่าไหร่ปร่อยๆทั้งวันเท่านั้นเอง เซ็งชิมัด แต่ก็จะไปเพราะว่าจะไปหาซื้อนาฬิกาเป็นของขวัญให้น้องชายสุดเลิฟ(แหวะ...อ้วก...นี่ตูพูดไปได้ไงฟระ)ที่มันเอนซ์ติด หลังจากที่บ้านลุ้นกันจนหืดขึ้นคอ เพราะพ่อคุณเล่นสละสิทธิ์โควต้าที่ได้ไว้ทั้งสองอัน เพื่อมาลุ้นเอนซ์กลาง แต่ก็ได้วิดวะคอมเกษตร ก็ดีอยู่หรอก(มั้ง...ความเจรงคือช้านไม่ชอบวิดวะ มันดูเถื่อนๆอ่ะ แล้วก็ชอบรับน้องอย่างรุนแรง)

     ก็นัดกะพี่วัชตอนเก้าโมงนิดๆไปถึง akihabara ตอนสิบโมงก่าๆก็เริ่มเดินดูของกันพวกของเล่นของพี่เค้านั้นแหละ ไม่รุ้ชอบอะไรกันนักหนา แถมงานนี้นัดเพื่อนมาด้วยอีกคนชื่อพี่เก่ง(ตัวใหญ่กว่าพี่วัชอีกง่ะ เรานึกว่าพี่เราตัวโตแล้วนะ เหอะๆ) เรียนโปรแกรมเมอร์อยู่เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเล้ยยยย จากนั้นก็ไปแวะกินข้าวเที่ยง(ของเรา)แต่เป็นข้างเช้าของพวกพี่ๆที่ร้านไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้ รู้แต่อร่อยดี พอมีแรงกันแล้วก็ไปต่อคราวนี้เป็นทีของเราบ้าง คือให้พี่พาไปตึกม่วงมันอยู่ใกล้ๆสถานี ueno เลยเดินกันไป....



     พอไปถึงก็พบว่าชั้นหนึ่งมีขนมขายเยอะมากๆๆๆ พอขึ้นชั้นสองถึงมีนาฬิกา แต่ว่าราคามันพอๆกะที่นี่เลย เราเลยไม่ซื้อเพราะมาซื้อที่นี่สะสมแต้มดีกว่า แล้วแบบที่นี่ก็เหมือนจะน้อยกว่าด้วยง..ที่จริงมันมีหลายร้านมั้งแต่เราไม่รู้ว่ามันอยุ่ตรงไหนไง...แง่วๆๆ แล้วก็ไปชิบูย่าต่อ เพราะเราอยากไปราน 109 เค้าว่ามีของเยอะ...ก็เจรง เพราะทั้งตึกมีแต่เสื้อผ้าแฟชั่นผ้หญิงทั้งนั้นเลย แต่เราไม่มีอารมณ์เดินหรอก ไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะ แต่ลองนึกดู เราคนเดียวเดินดูของคนเดียวแต่มีผู้ชายตัวโตๆสองคนเดินตามหลังอยู่แล้วใครมันจะมีอารมณ์เดินดูฟระ...จำไว้เลยว่าอย่ามาเดินช้อปกะพวกผู้ชาย เราเกรงใจเค้าอ่ะ ถึงเค้าจะบอกไม่เปนไรๆแต่เรารู้น่า แอบกัดฟันอยุ่ละสิ...ชิชิ พอออกจากร้านเราก็บอกว่าพี่อยากไปไหนรึป่าว...ปรากฏว่าชั้นลากพวกคุณๆมาถึงชิบูย่า แต่คุณๆก็ยังอุตส่าห์เดินเค้าร้านเกมส์อีกอยู่ดีอ่ะ เราเลยแอบเดินออกมาโทรศัพท์หาน้องแอร์(ลูกเพื่อนพ่อเราอยู่โตเกียว)เค้าบอกว่าอยู่ที่นี่พอดี เราเลยไปหาทิ้งคุณพี่ทั้งสองไว้

      เจอน้องแอร์ก็คุยกันเลยรู้ว่า วันนี้ที่โตได เค้ามีรับน้องเด็กไทยที่นั่น เค้าก็ชวนเราไป แต่โธ่เอ้ย...เราไปจะรู้จักใครอ่ะไม่เอาดีกว่า ว่าแล้วก็ลากันแล้วไปเดินช้อปอยู่คนเดียว สักพักพี่แกก็โทร.หา แล้วไปชินจูกุกันต่อ พอไปถึงเราก็แยกเดินเลยคราวนี้ เหอะๆๆ

      เข้าห้างได้มาสคาร่ามาอันนึง หลังจากที่คุยอย่างงงๆกะคนขายอยู่สักพัก แล้วก็ไปดูร้านนาฬิกาอีกแห่งนึงที่เดินผ่าน รานนี้ดีมากๆๆๆตรงที่มันเมทอินเจแปนอ่ะ...คือตอนนี้เค้าใจไหมว่านาฬิกาไม่ว่าจะเป็น Siko Citizen Casio ฯลฯ ที่เป็นแรนด์ญี่ปุ่นเนี่ยเค้าจ้างจีนทำแล้วไม่ค่อยทำเอง ที่ทำเองราคาจะแพงขึ้นอีก แต่ร้านนี้แพงน้อยหน่อย เราเลยว่าเดี๋ยวจะมาซื้อไปฝากที่บ้าน แต่วันนี้ยังดีกว่าเพราะไม่งั้นได้เลือกอีกนานแน่ๆ...สงสารพี่ๆชะมัดเพราะไปยืนกางรมตากฝนรอเรานานพอสมควรแล้วอ่ะ ไม่เป็นไรตอนนี้รู้แหล่งแล้วเดี๋ยวคราวหลังมาซื้อเองดีกว่า อิอิ

      พี่เก่งหิวอีกแล้วอ่า...ถึงว่าตัวใหญ่ชะมัด ก็เลยไปร้าน La pasta เราสั่งพิซซ่ามาถาดนึง..แล้วก็หมด ร้านนี้อร่อยใช้ได้แหะ อร่อยกว่าที่ coco's อีก(เมื่อวานก็ไปมาแต่ไม่ได้กินเพราะมันห้าทุ่มกว่าแล้วนิ อ้วนแย่) วันนี้เลยฟาดซะ ขาลงลิฟท์เนื่องจากร้านที่กินอยู่ชั้นหก พอดีลิฟท์เปิดชั้นห้า ทั้งตึกเป็นร้านนาฬิกาอีกแล้วอ่ะ อยากออกไปดูชะมัด แต่พอเห็นหน้าพี่ๆแล้ว ตูไม่ไปก็ได้ฟะ อย่างที่บอกแหละต้องมาเองคนเดียว!!!
(เพราะค่าที่ที่นี่แพงมากๆๆๆๆ ร้านส่วนใหญ่เลยอยู่บนตึกสูงๆเราจะรู้ว่าตึกนี้มีร้านอะไรอยู่บ้าง โดยการอ่านจากป้ายหน้าตึกแล้วขึ้นลิฟท์ไปชั้นนั้นๆ ทั้งชั้นจะเป็นร้านหนึ่งร้านเลย)

      ออกจากชินจูกุก็ปเดินอคิฯต่อ ดูพวกตุ๊กตาโมเดล เราอยากได้มากๆคือของโวคก์ มันเป็นเหมือนบาร์บี่แต่ไม่ใช่ของเล่นติงต๊องอย่างที่เคยมีหรอกนะ อันนี้มันแต่งเองได้ทุกอย่าง ตั้งแต่หัน ตา ผม ช่วงตัวก็เลือกได้ว่าจะให้หน้าอกใหญ่แค่ไหนก็เลือกเอา แขน มา ขาทุกส่วนขยับได้หมดเลย แต่ไม่มีปัญหาซื้ออ่ะ เพราะแพงโครต ส่วนนึงคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 500-1000บาท นี่คือไซท์ที่ต่อออกมาแล้วได้เท่าบาร์บี่ทั่วไปที่เราเห็นกันนะ ยังมีแบบที่ตัวโตฟุตฟรือสองฟุตด้วยแล้วไหนจะเส้อผ้า รองเท้าอีก ราคาเกือบเท่าราคารองเท้าเราเลยอ่ะ...แต่ว่าอยากได้ๆๆ ไว้รวยก่อนเถอะ จากนั้นก็ไปซื้อ usb อันใหม่อีกอันนึง เอาไว้ใช้เรื่องงานโดยเฉพาะ สวยใช้ได้แต่แพงอ่ะเพราะที่นี่มีแต่ของมียี่ห้อไง แต่ก็เอาเถอะถ้าเทียบแล้วยังไงก็ถูกกว่าที่ไทยแน่นอน

      กว่าจะกลับก็สองทุ่ม ถึงหอเกือบสามทุ่มแน่ะ กะว่าจะไปงานเปิดหอต่อ(อันนี้เป็นศัพท์ที่ นร.ไทยเรียกกันนะ)แต่ปรากฏว่าเพราะฝนตกไงเค้าเลยเลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้แทน ดีๆๆๆ จะได้ดูขบวนแห่กะการประกวดหนูน้อยยูกะตะได้ตั้งแต่แรก

      ปล.คุยกันถึงเรื่องที่เคยให้พี่เอ๋ดุดวงให้ พี่เก่งถามว่าพี่เอ๋ว่ายังไงบ้าง... "พี่เอ๋บอกว่า แกนี่ไม่มีดวงเรื่องผู้ชายเลยยังไม่เจอหรอกเนื้อคู่อ่ะ อีกนานมีแต่เรื่องเรียนขึ้นเนี่ยๆๆสามเส้นเลย ยังไงแกก็ได้เรียนต่อแน่นอน...เหอะๆ"...."จริงหรอ นี่เรายังไม่แฟนหรอ"...ทามไมฟระ ตูยังไม่มีแฟนนี่ผิดตรงไหนเนี่ย เราเป็นเด็กเรียนต่างหากล่ะ เลยไม่สนใจเรื่องผู้ชายย่ะ โธ่เอ้ยยยย...(_ _;)

Tuesday, May 23, 2006

อยากไปเที่ยว...

     ความจริงคือช่วงนี้เครียดๆไหนจะสอบ(พรุ่งนี้)มีสัมมนา(วันพฤ)แต่เราก็ยังมีเวลาไปแวะเวียนเที่ยวชมบล๊อกของชาวบ้านเค้าไปทั่ว...แล้วนั่นก็เป็นการทำให้เกิดกิเลสอย่างแรงครับท่าน เค้าไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่กันเต็มไปหมดเลยอ่ะ เราซะอีกอยู่นี่ยังไม่ค่อยได้ไปไหนเลย...แล้วไอ้ที่ไปๆมานะ มันก็ไม่ใช่แบบลุยๆอย่างที่ชอบอ่ะ มีแต่ไรไม่รุ้...อย่างเช่นว่าวันเสาร์นี้เข้าโตเกียวแต่ไปช้อปอีกแลเวง่า เบื่อเหมือนกันนะเนี่ย อยากไปเที่ยวแบบลุยๆธรรมชาติป่ากะเขาบ้างอ่ะ จะไปที่ไหนดีเนี่ย แล้วผู้ใดจะยอมไปกะเรา??? sad เจรงๆเลย แล้ววันอาทิตย์นี้พี่โบว์ว่าจะชวนไปดิสนี่ย์แลนด์...ไปดีไหมหว่า...อยากไปเที่ยวๆๆแต่ม่ายช่ายแบบนี้...
     เข้าไปอ่านบล๊อกชาวบ้านเห็นเค้าไปเที่ยวเมืองนอกกันแล้วอยากไปบ้างจังเลย สวิสอย่างงี้ เมกางี้...กระตุ้นต่อมอยากเราสุดๆ แล้วต้องไปแบบ backpack กันเองด้วยนะ เดี๋ยวก่อนเหอะ กค.นี้ถ้าแว๊ปหนีแลบได้สักสองอาทิตย์จะไปเปรูบ้าง...อย่าสงสัยว่าไมต้องเป็นเปรู เพราะยายปรินเพื่อนช้านอยากไปอะดิ แล้วเราเป็นประเภทว่าไปไหนก็ได้ แต่แกหาข้อมูลนะ ฮะๆๆๆ มีเพื่อนดีสบายไป ว่าแต่เรื่องนี้จะเป็นไปได้ไหมต้องอยู่ที่พี่สาวเราจะไปเมกาเมื่อไหร่อะดิ ถ้าพี่แกไปเร็วเราก็โดดแลบได้ไง กร๊ากกกก แต่ถ้าพี่แกไปช้าเราคงอด เพราะยายปรินไม่ว่างตั้งแต่ยี่สิบอ่ะ...ลุ้นๆๆๆๆๆ

Saturday, May 20, 2006

So boring


     เบื่อมากๆ เบื่อจริงๆนะเนี่ย ทำไมเป็นอย่างนี้นะ งานมีตั้งเยอะแน่ะ แต่กลับไม่มีอารมณ์จะทำเลยไหนจะ seminar ที่ถึงตาเราต้องพรีเซนท์อาทิตย์นี้แล้ว ยังไม่ถึงไหนเลย ทำไมนะชั้นจะต้องมาทำอะไรอย่างนี้ด้วย ถ้าไม่มาที่นี่ก็คงสบายไปแล้ว ปานนี้ก็เรียนจบมีงานทำ ไม่ต้องจากที่บ้าน จากเพื่อนมาอยู่ที่นี่ ที่ๆเหมือนจะอบอุ่นเพราะมีเพื่อนมีคนไทยอยู่เยอะ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ใช่ ต่างคนต่างความคิดไม่ใช่คนในแบบที่เราจะคุยได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่คนที่เราจะยึดเป็นเพื่อนสนิทได้...อย่างนี้สินะที่เค้าว่าคนเรามักจะเห็นค่ากันตอนที่ไม่มีกันแล้ว...กลับไปแล้งเราจะรักพวกแกๆทั้งหลายให้มากขึ้นนะ แต่แกๆคงไม่รู้สึกไรหรอกมั้ง เพราะไม่เคยขาดนินา...sad เจรงๆเลยยยยย




     ความจริงที่นี่ก็สบายนะ ในเรื่องของการใช้ชีวิตแต่ไม่ดีตรงที่เราต้องรับผิดชอบทุกอย่างเองนะสิ ไม่มีใครมาปลุก ต้องไปเรียนเอง ต้องทำกับข้าวเอง...ไม่งั้นก็ต้องหาซื้อ ซึ่งเบื่อมากๆๆๆๆมีแต่ของทอดๆทั้งนั้นเลย ทำไมอาหารญี่ปุ่นเป็นอย่างนี้นะ(_ _!) แถมยังต้องมาเรียนในเรื่องที่ไม่ตรงกะสาขาอีก ตอนแรกก็คิดว่า "ดีสิ ได้เรียนรูอะไรใหม่ๆ ได้ความรู้ใหม่ๆ"แต่เอาเข้าจริงการที่ต้องมาเริ่มต้นใหม่กะสิ่งที่ไม่รู้เลยเนี่ยมันไม่ง่ายเลยนะ โดยเฉพาะตอนนี้ การทำแลบของเราเป็นเหมือนงานรูทินมากๆ คือ ทำเหมือนๆเดิม micropropagation buckwheat แล้วก็เอาไปศึกษา effect ต่างๆ เหมือนเป็นหุ่นยนต์เลย ทำตามที่ต้องทำ แต่ถามว่าชอบไหมหรือเข้าใจในสิ่งที่ทำไหม มันไม่ร้อยเปอร์เซนต์อ่ะนี่เลยทำให้เบื่อไง เราไม่ใช่คนขี้เกียจเรียนนะ แต่ขอเรียนในสิ่งที่ชอบที่สนใจได้ไหม??? ไม่ใช่ถูกสั่งให้ทำอยู่อย่างตอนนี้

     พูดเรื่องนี้แล้วแอบเคือง เพราะว่าฮิซาจิม่าเซนเซ สั่งให้เราลองทำ induce flower ของ homotropicum buckwheat แล้วไงนะหรอ...มันออกดอกไง แล้วจะเก่งอะไรปานนั้นดันติดเมล็ดด้วยอะดิ...ซวยตูเลยทีนี้ ถูกนัดไปชมนิดนึงแล้วสั่งงานมาอีกกะบุงนึง ให้ศึกษาทุก effect ที่มีผลต่อการออกดอกและติดเมล็ด แล้วมันมีเป็นสิบ effect เลยนี่ดิขนาดพี่นายังบอกเลยว่า ครั้งก่อนที่ อ.ยงศ์ ศึกษา effect ของ common buckwheat ยังทำนานเป็นปีก็จนจบ Ph.D นั่นแหละ แล้วนี่เราเพิ่งอยู่ปีสี่เองนะ...ไม่เอานะจะให้เรามาเรียนต่อที่นี่อีกอ่ะ ไม่เอาจริงๆนะ...แค่นี้ก็เบื่อจะตายแล้ว วันๆอยู่แต่แลบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันกันพอดี ชั่นอยากเป็นสาวสังคมย่ะ ออกไปเจอคนเยอะนี่ยิ่งชอบ...แล้วไงเนี่ยพูดไปจะได้ไรขึ้นมาก็เลือกทางผิดมาแล้วนี่นา เอาเรื่องใกล้ตัวก่อนดีกว่าว่า พฤหัสนี้จะรายงานอะไรดี ผลที่เก็บก็ยังไม่ได้คิดเป็นค่า stat เลย>>ทำไม่เป็นด้วยต้องใหเพื่อนช่วยอีกแล้วมั้งเนี่ย...เอาว่ะ...สู้โว้ยยยยย เอาให้มันตายกันไปข้างนึงเลย

     เอาล่ะสบายใจขึ้นมาหน่อยหลังจากได้ระบายออกมาซะบ้าง นี่ถ้ามีคนให้พูดด้วยคงดีนะ...ทำไงดีอ่ะเหงาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คิดถึงเพื่อนขึ้นมากะทันหันเลยเนี่ย ถ้ามีพวกมันๆอยู่ด้วยคงดีเนอะ...ทำไมไม่มีใครมาเยี่ยมเราบ้างเลยอ่า

Thursday, May 18, 2006

Elbe Restaurant


เคยได้ยินมาว่าเมืองนอกเนี่ย เด็กวัยรุ่นเค้าทำงาน part time หารายได้พิเศษกัน...จริงอย่างว่าที่เดียวเชียว เพราะเด็กที่ญี่ปุ่นเนี่ยนะ แทบจะทำกันเป็นงานหลักเลยด้วยซ้ำ ส่วนมากแล้วพอเข้ามหาลัยต้องหาเงินเรียนเอง ไม่มีบ้านเมืองไหนสบายเท่าเมืองไทยหรอก พ่อแม่หาให้ตั้งแต่เกิดจนเรียนจบแต่งงานกันนั่นแหละถึงจะเริ่มรับผิดชอบตัวเองกัน...(สำนึกเอาไว้นะว่าไม่มีใครรักเราเท่าพ่อแม่จริงๆ)

พอได้มาอยู่ที่นี่พอดีมีโอกาส คือ ไอ้เพื่อนห้องข้างๆเค้ารู้จักกะคนที่ร้านอาหารเยอรมัน ชื่อ "Elbe" แล้วตอนนี้เค้าขาดพนักงานล้างจานอยู่ เลยมาถามเราว่าสนใจจะทำไหม...คิดหนักอยู่เหมือนกันนะ เพราะตั้งแต่เกิดมาชั้นเคยทำงานซะที่ไหนล่ะ ไอ้ล้างจานนี้มันง่ายอยุ่หรอกแต่ไม่เคยล้างให้ใครนี่หว่า แถมเป็นลูกจ้างเค้า นายจะเป้นไงงก็ไม่รู้...ติ๊กต๊อกๆๆ คิดนานอยู่สามวัน ก็ตอบตกลง เพราะจริงๆแล้วที่เรามาที่นี่ก็กะมาหาประสบการณ์ไม่ใช่หรอ? ถ้าเกิดไม่ไหวหรือไม่ชอบเราก็แค่ลาออกไม่เห็นจะยากเลย ใครจะมาบังคับชั้นได้..จริงม่ะ แล้วไปทำงานกะคนญี่ปุ่นเนี่ยอย่างน้อยก็ได้ฝึกภาษาเราไปในตัวแถมยังได้เงินอีก เพราะที่นี่ค่าแรงแพงมากๆ เราไม่เคยรู้เลยว่าแค่การล้างจานอาทิตย์ละสามวัน วันละสามถึงสี่ชั่วโมงเนี่ย จะได้เงินหมื่นกว่าบาท...สามหมื่นกว่าเยนอ่ะ...แต่อย่างว่าแหละเนอะที่นี่ค่าครองชีพมันสูงนี่หว่าค่าแรงเลยแพง ตอนแรกที่ทำเรายังไม่มีสิทธิ์เลือกวันไง เลยต้องทำเย็นวันอังคารแล้วก็บ่ายวันเสาร์-อาทิตย์

วันแรกที่ทำ...จำได้ว่าตื่นเต้นพอสมควร...ความจริงมันก็แค่ล้างจานนะ แต่ความรู้สึกมันไม่ใช่แค่การล้างจานแต่มันคือการทำงานครั้งแรก เรามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบและนั่นทำให้เราโตขึ้น พอไปถึงร้านตอนเย็นก็เจอกับสมาชิกในร้านมี ผู้จัดการ,เชฟ(สองคนนี้เคยเจอแล้วตอนมาสมัคร),ยาคุจิ(ผู้ช่วยเชฟ)แล้วก็ยังมีพนักงานเสิร์ฟอีกคนนึงที่เรายังจำชื่อไม่ได้จนถึงทุกวันนี้...ความจริงคือเราจำชื่อใครนอกจากสามคนนี้ไม่ได้เลยต่างหาก (_ _!)

ยาคุจิเป็นคนสอนงานเรา >> เราต้องล้างจาน,ช้อน เช็ดให้แห้งแล้วก็เก็บ พอตอนจะเลิกก็ทำความสะอาดพื้นเป็นอันเสร็จงานเรา จำได้ว่าวันนั้น สาม ชม.ผ่านไปมีคนมาแค่สองโต๊ะเอง...ไม่รู้ว่าปกติคนน้อยอย่างนี้อยู่แล้วหรือว่าเพราะเรามาทำงานไม่รู้ คนหายหมด 555...อ่อๆลืมแนะนำสมาชิกแต่ละคน

ผจก.>>ดูสุขุม นิ่งๆมีมาด แต่ความจริงแล้วใจดี แต่ก็นั่นแหละเพราะคำว่า ผจก.เลยทำให้เราเกรงตอนแรกๆอยู่ ตอนหลังก็คุยกัน ขำดี...ดีที่สุดที่เค้าพุดอังกฤษได้...เฮอะๆ
เชฟ>>หน้าตาดุมากๆๆ คือเป็นคนสูงอายุ(ห้าสิบกว่าแล้ว)แล้วไม่ค่อยยิ้ม แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่ใจดีมากที่สุดเลย ชอบชวนเราคุยทั้งๆที่เราก็พูดไม่ค่อยได้..ตอนนี้เริ่มเก่งแล้วสงสัยเพราะคุยกะเชฟนี่แหละ ที่สำคัญคือเชฟชอบเอาขนมมาให้เราด้วย(^๐^) น่ารักจริงๆเลยเชฟนี่ วันก่อนยังเอาตุ๊กตา stich มาให้ด้วย...
ยาคุจิ>>จากชื่อก็บอกรูปร่าง (ยาคุจิ=ปาก)...อ้วนมากๆๆๆแต่อารมณ์ดี ชอบแอบกินของที่ร้านเป็นประจำเลย 555 ความจริงที่ร้านก็มีข้าวให้กินนะ เพียวแต่เวลาที่ยาคุจิทำอาหารให้ลูกค้า จะชอบชิมไปเรื่อยเลยอ่ะ แล้วจิมาบอกเราว่ากะลังลดความอ้วน...เฮอะๆ คงลดได้หรอกกกกกกกกกกก....ส่วนพนักงานเสิร์ฟคนอื่นนี้ไม่ขอกล่าวถึงนะ เพราะว่ามีหลายคนเปลี่ยนไปเรื่อย แล้วเเรก็ไม่ค่อยได้สุงสิงด้วยเท่าไหร่ อย่างที่บอกอ่ะ ชื่อเค้าเรายังจำไม่ได้เล้ยยยยย


...Published by.."Pui"...


Tuesday, May 16, 2006

In my class


เรื่องขำๆของคนขำๆ...(อย่างข้าพเจ้าเอง)

ความจริงแล้วเทอมนี้เราน่าจะเครียดไม่ใช่หรอ ก็แหมๆๆเทอมนี้ต้องเรียนคนเดียว...พี่ๆชิ่งเอาตัวรอดกันโหม้ดเลย...ทิ้งหนุน้อยตาแป๋วแหววอย่างเราให้เผชิญโลกอยู่คนเดียว...ชะช่า แล้วที่นี่ใครจะคอยปล่อยมุขขำๆตอนเรียนละเนี่ย...จริงไหม??? แต่เอาเถอะมาถึงขั้นนี้แล้วนินา คนอื่นเค้าก็เรียนคนเดียวกันมาได้
เราก็ต้องทำดิ...がんばるね!!!

แล้วเรื่องขำๆในห้องก็เกิดขึ้นจริง...

ดูเหมือนเทอมนี้อาจารย์ทุกคน...เน้น...ทุกคนเลยนะ ดูจะให้ความสนใจกับเด็กน้อยอย่างเรามากเป็นพิเศษ ไม่รุ้ว่าทำไมเหมือนกัน จะว่าเป็นเพราะหน้าตาดีก็คงจะหลงตัวเองไปหน่อย...หรือว่าจะเป็นเพราะท่าทางที่เอ๋อๆของเรากันแน่หว่า??? คำตอบคงเป็นข้อหลังอย่างไม่ต้องสงกะสัยเลยเนอะ

ตั้งแต่วันแรกที่เรียน "วาตานาเบ้เซนเซ"(ต่อไปจะขอเรียกว่าเซนเซอย่างเดียวแล้วกันนะ)เซนเซคนนี้เราเคยเจอหลายหนแล้ว ไม่ค่อยเหมือนเซนเซเท่าไหร่เลย เหมือนคุณป้าขายของมากกว่า ใส่กางเกงแถมยังมีกระเป๋าคาดเอวอีก แกชอบออกไปยืนดูดบุหรี่อยู่นอกตึกบ่อยๆ(ที่นี่ไม่แปลกหรอกที่เห็นอาจารย์ผู้หญิงสูบบุหรี่อ่ะ )...ตอนแรกก็ให้แนะนำชื่อแต่ละคน
Macro>>"Macroเดซ"
เซนเซ>>"ไฮ มารูโกซังเดซ"
Hoffman John>>"Hoffman Johnเดซ"
เซนเซ>>"ไฮ ฮอฟฟุมานซังเดซ"
Tong>>"ท้งเดซ"
เซนเซ>>"ไฮ ท้งซังเดซ"
......พอถึงตาเรา......
ชั้น>>"บุษยาซังเดซ"
เซนเซ>>"เอ๋...บีซยาซังหรอ"
เฮ้ย.........แนะนำตัวเองไม่ต้องมีซังนี่หว่า อารมณ์ชั้นประมาณว่านั่งฟังเซนเซเพลินไงเห็นมี "-ซัง" ก็เลยซังบ้าง แต่เรารู้ตัวช้าไปตั้งแต่เสียงออกจากปากแล้ว เพราะเพื่อนหัวเราะกันใหญ่เลย...ทำไมฟระ แค่ชั้นพูดผิดแค่เนี่ย หัวเราะเยาะกันหรอ....ชิชิ ช้านอายนะเฟร่ย!!! (-_-;) ...แล้วชั้นก็เริ่มเรียนด้วยความรู้สึกพิกลๆอยู่พักนึง

จากนั้นเซนเซก็แนะนำเจ้าตุ๊กตาเม่นชื่อ"ปิ๊งป่อง" น้องเม่นตัวนี้จะถุกพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปโดยน้ำมือของคนๆหนึ่ง อาจแรงบ้างค่อยบ้างตามกำลัง(น่าสงสารชะมัดเลย)และคนที่ได้รับจะต้องตอบคำถามของเซนเซ..."ให้นักเรียนแต่งประโยคโดยใช้รูป na adj. form หรือ i adj. form "

"มหาลัยทสึกุบะใหญ่และสวย"...คนแรกผ่านไป
>>>ช่างเป็นคำตอบที่ง่ายจริงๆ เหมือนจะเป็น pattern ไม่ต้องคิดเลยนะเนี่ย
"ห้องพักของฉันเล็กแต่สะอาด"...คนที่สองผ่านไป
>>>นี่ก็อีก คำตอบยอดฮิต ติดท๊อปไฟว์
"...."บรา บรา บรา "...."
คนที่สาม สี่ และห้าผ่านไปอย่างง่ายดาย
ทำไม๊ทำไม ไม่มีใครโยนน้องเม่นมาให้ชั้นบางนะชั้นนึกไม่ออกแล้วนะเฟ้ย
ไอ้แต่งประโยคน่ะมันไม่ยากหรอก แต่คำศัพท์ที่มีอยู่เนี่ย...มันมีจำนวนจำกัดนะ

พอคนที่หก...เจ็ด...ผ่านไป...
ชั้นก็ได้ยินเสียงเซนเซบอกว่า "อีกคนเดียวแล้วกันนะ ใครอยากตอบอีก"
...ชะช่า รอดๆๆ ชั้นไม่อาสาแน่ ใครจะตอบก็ตอบเถอะ...กร๊ากกกกกกกก
เงียบไม่มีอาสาสมัคร...

ชั้นเริ่มก้มหน้าอีกครั้ง แต่!!! ดวงตาเจ้ากรรมของชั้นดั้นเหลือบขึ้นไปสบตาปิ๊งๆกะเซนเซพอดี เซนเซหันมามองหน้าชั้นแล้วยิ้มหวาน...เหมือนจะรอให้ชั้นตอบรับ...ไม่มีทางหร๊อก...ตุ้บ!...เม่นน้อยลอยระลิ้วจากมือใครไม่รู้มาอยู่ตรงหน้าเราพอดี
โอ้ย...ทำไมที่อย่างนี้ส่งมาให้ชั้น อยากจะดิ้นตายจริงๆ (- -!)

เราก็ยังส่ายหน้าต่อไปเหมือนว่าไม่มีไรให้ตอบแล้ว มันไม่เหลือศัพท์อะไรแล้ว เซนเซเลยบอกว่า "ตอบอย่างอื่นก็ได้ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือก็ได้ อย่างเช่น...แฟนคุณเป็นยังไง" เท่านั้นแหละครับ ฮาตรึมกันทั้งห้อง...มันน่าขำตรงไหนเนี่ย
..."ไม่มี" ...เสียงไอ้คุณจอห์นที่ตอบแทน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ..."กร๊ากกกกกกก"... ช่วยหัวเราะอย่างมีมารยาทหน่อยได้ไหมย่ะ เซนเซ... "อืม...อยากได้แฟนแบบไหนก็ได้"...โธ่เซนเซ ช่วยเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลยได้ไหมเนี่ย แต่สุดท้ายชั้นก็ต้องตอบอยู่ดี ..."เป็นคนใจดีและสุภาพค่ะ".....อู๊ยยยยย จะหาได้บ่เนี่ย

ยังไม่จบมีต่อก๊อกหน้าเน่อ...


...Pubished by..."Pui"...

Sunday, May 14, 2006

ที่มาของบล็อก

เคยบอกไว้ว่า คนเราบางทีก็ต้องการที่จะระบายความรู้สึกออกมาบ้างไม่ว่าจะเป็น
>>เรื่องที่เรามีความสุข...แน่นอน เราอยากให้คนอื่นรับรู้และมีความสุขไปกับเราด้วย แต่ก็ไม่เสมอไปหรอกน่า...บางครั้งพวกมันๆอาจนึกอิจฉาเราอยู่ก็ได้จิงม่ะ
>>เรื่องน่าปวดขมอง ที่เราอยากได้คำปรึกษาที่ดีกลับมา แม้ว่าบางทีเราอาจไม่ได้อะไรจากการปรึกษาพวกมันๆทั้งหลาย แต่อย่างน้อยก็สบายใจขึ้นแหละฟ่ะ
>>เรื่องเศร้า อันนี้ยากหน่อย เพราะบางครั้งเราเองยังไม่อยากพูดถึงมันเล้ยยยย
>>เรื่องบางเรื่องอยากพูด แต่!!! หาคนฟังไม่ได้ทำไหงดีหว่า (^^?)

นี่ไงที่มาของ "bonhomie blog" ..... กิ๊วววววว

การเขียนตัวอักษร ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวผ่านหน้ากระดาษ เก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำของเรา เพื่อไว้ยามเหงาก็เปิดอ่านดูบางทีเราอาจได้ข้อคิดอะไรดีๆขึ้นมาก็ได้นะ ไม่ว่าจะรู้สึกยังไง เขียนมันออกมา บางครั้งอาจดีกว่าเอาไปพูดใส่หูคนอื่น เพราะอย่างน้อยมันก็เถียงเราไม่ได้ บล็อกเป็นผู้ฟังที่ดีของเราเสมอออออ.....กร๊ากกกกกก





...Published by... "Pui"...