Fuji'trip
จะมีสักกี่คนที่ได้มายืนเหนือเมฆอย่างเราบนยอดเขาฟูจิ
อาทิตย์ ที่ 27 สิงหาคม 2549
เวลา 04.30 โดยประมาณที่นู๋ปุ๋ยก้าวสู่ชั้นบนสุดของยอดเขาฟูจิ พร้อมๆกับอนาคตของชาติอีกนับสิบชีวิต...หลังจากที่รอนแรมเดินทางมานานกว่าสิบ ชม.หนาวแทบขาดใจตาย เพราะความขี้เกียจของตัวเองแท้ทำให้เกือบไม่ได้เอาหน้ากลับไปให้พ่อแม่เห็นแล้วนะ....
ทำไมนะหรอ ก็เพราะว่าเวลาขึ้นเขาเนี่ยเราต้องแบกของขึ้นไปเองชิม่ะ ไม่ได้มีลูกหาบเหมือน "ภึงกระดู ภูกระดึง"สักหน่อย เราก็เลยไม่เอาไปดีกว่า เสื้อหนาวเนี่ย เอาไปตัวเดียวพอ จะได้ไม่หนักไง แล้วเป็นไง...อยากสมน้ำหน้าตัวเองนัก มันหนาวมากๆๆๆๆ เพราะฟูจิซังเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น สูง3700เมตรจากระดับน้ำทะเล แล้วเป็นภูเขาไฟ ไม่มีต้นไม้สักกะต้นเดียว ดังนั้น นอกจากความหนาวเย็นเพราะอุณหภูมิแล้ว ยังมีลมที่พัดปะทะตัวเราตลอดเวลาอีกง่ะ ยิ่งไปกว่านั้นฝนเจ้ากรรมตกอีกแน่ะ มันเลยยิ่งหนาวๆๆๆๆๆ
เราเกือบคิดว่าจะตายแล้ว เพราะเดินตั้งแต่สองทุ่มฝนปรอยๆ พอห้าทุ่มกว่าฝนตกแรงอากาศเริ่มหนาวมาก เพราะอยู่ชั้นเจ็ดแล้วด้วย มาพีคสุดๆตอนช่วงเกือบตีสองที่เราถึงชั้นแปด อากาศหนาวมากแล้วฝนก็ยังไม่ยอมหยุดตก แปะแผ่นร้อนสี่แผ่นเลยนะ แต่เหมือนมันไม่ช่วยอะไรเราเลย เราตัวสั่นตลอด ปากพูดไปก็กระทบกึกๆ เราเลยเงียบแล้วมันก็ดึกเดินมานานเหนื่อย ยิ่งจะขึ้นชั้นเก้าคนที่มาจากทุกเส้นทาง(ทางที่เดินขึ้นมีหกทางน่ะ)จะมาบรรจบกันเหลือทางเดียวเพื่อขึ้นชั้นเก้า คนจึงเยอะมากนับหมื่นได้ เลยเกิดปรากฏการณ์คนติดครับท่าน เดินไม่ได้...ไปได้ก้าวสองก้าวก็ติด แล้วมันหนาว ฝนตก ลมแรง "เราจะตายไหมๆๆ" คำถามที่วนอยู่ในหัวตอนนั้น "เมื่อไหร่อาทิตย์จะขึ้น"เป็นคำถามที่ตามมา เพราะคิดว่าพอตะวันขึ้นแสงแดดคงช่วยให้อุ่นขึ้นได้
ตีสี่กว่าๆนั่นแหะที่อาทิตย์ขึ้น ซึ้งช้ากว่าวันอื่นๆเพราะว่าฝนตก ฟ้าเลยปิด...และตอนนั้นเราก็ขึ้นไปถึงยอดแล้ว...เย้ๆๆๆ ชั้นทำได้ๆ มาถึงแล้วยอดเขาฟูจิ ตื่นเต้นดีใจเหมือนทำภาระกิจอะไรสักอย่างเสร็จสิ้น หันหน้าไปมองท้องฟ้า...มองด้วยสายตาที่แตกต่างจากทุกครั้ง "เพราะเราไม่ได้แหงนหน้ามองฟ้าแต่วันนี้ เราก้มหน้ามองมันต่างหาก" เส้นแสงสีทองเริ่มขยายตัวมากขึ้นๆ และในที่สุดเอดวงอาทิตย์พ้นขอบฟ้า ความมืดสลัวก็หายไป...
โอ้วววว....ช่างน่าตกใจอะไรเช่นนี้เมื่อได้เห็นสภาพหน้าของตัวเอง...เอิ๊กๆๆๆ ไม่อยากจิบรรยายเล้ย หน้าซีด ปากแห้งสั่นตลอด จมูกงี้แดงสุดๆเพราะถูกความหนาวเล่นงาน ดูไม่ได้เลยเรา...หลบเข้าไปนั่งพักในร้านราเมง พร้อมสั่งโชยุราเมนมาชามนึง อร่อยที่สุดยอดเลยอ่า...ทั้งๆที่มีแค่เส้นกะซุปนะ อ่อๆต้นหอมโรยหน้าหน่อยนึง แต่ว่าความอุ่นมันช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้เยอะเลยนะ อยู่บนนั้นได้สองชั่วโมงก็เดินลงครับท่าน
ขาลงใช้เวลาสี่ ชม.กว่าๆ แต่ทางลงเป็นทางลาดสไลด์ลงมาอย่างเดียวเลย ต้องคอยเอาเท้าเบรกตลอดนั่นส่งผลให้เรากลับมานอนปวดขาไปสามวันอ่ะ...
สรุปทริปนี้นอกจากจะได้ขึ้นไปยอดเขาแล้ว(ลบคำสบประมาทจากผู้ชายทสึกุบะได้ด้วย เอิ๊กๆๆๆ) เรายังไปรู้จักเพื่อนคนไทยจากทั่วทุกสารทิศอีกนะเนี่ย เป็นทริปที่เหนื่อยสุดๆแต่ก็คุ้มสุดๆจริงๆค่ะ ขอบคุณผู้จัดทุกคนนะคะ ถ้ามีโอกาสจะไปเที่ยวอีกนะ เห็นว่าจะมีสกีทริป แต่นู๋คงกลับแล้วอ่ะ เสียดายจังเลย (i_i)





0 Comments:
Post a Comment
<< Home